วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2556


ประวัติส่วนตัว


ชื่อ นาย ภาสกร   บุ้งทอง

ชื่อเล่น หวาย
เกิดวันที่ 29 กรกฎาคม 2535    อายุ 20 ปี
E-Mail : luk_wii@hotmail.com
เบอร์โทรศัพท์ 087-2540580

รหัสนิสิต 54011213054 คณะ วิทยาการสารสนเทศ ( IS.)
การจัดการสารสนเทศยุคใหม่ในชีวิตประจำวัน Sec.3

วันอังคารที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

Japanese Motorcycle






      การผลิตรถจักรยานยนต์ในประเทศญี่ปุ่นเริ่มต้นขึ้นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โซอิชิโร่ ฮอนด้าได้ก่อตั้งบริษัทฮอนด้าขึ้นเพื่อพัฒนาการผลิตรถจักรยานติดเครื่องยนต์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับ ซูซูกิ ได้พัฒนารถจักรยานติดเครื่องยนต์ให้มีความทันสมัยมากขึ้นโดยเพิ่มระบบเกียร์ และตัวถีบเพื่อให้มีพลังในการขับเคลื่อนมากขึ้น นอกจากบริษัทฮอนด้าแล้วยังมีบริษัทยักษ์ใหญ่อีก3 บริษัทที่มีบทบาทต่อวงการรถจักรยานยนต์ของญี่ปุ่น บริษัทที่เก่าแก่ที่สุด คือ ยามาฮ่า ก่อตั้งขึ้นในปี 1887 โดยในยุคแรกเริ่มเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดนตรีประเภทเปียโนและออแกน ก่อนที่จะหันมาผลิตรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น ในปี 1896 คาวาซากิ ซึ่งมีประสบการณ์ในด้านอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องยนต์ด้านอากาศยาน ได้เข้ามาในวงการรถจักรยานยนต์ของญี่ปุ่น และในปี 1909 ซูซูกิ ซึ่งเคยดำเนินธุรกิจสิ่งทอ ได้หันเหความสนใจมาที่ตลาดใหม่ คือ รถจักรยานยนต์
      วงการรถจักรยานยนต์ของญี่ปุ่นมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยในปี 1950 คาวาซากิ ได้ทำการผลิตรถจักรยานยนต์ที่สามารถวิ่งได้ต่อเนื่องเป็นระยะทาง 50,000 กม. ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้คาวาซากิเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากขึ้น อุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่น รถจักรยานยนต์ ขนาดเล็กเพื่อเจาะตลาดในกลุ่มอเมริกา และยุโรป โดยในปลายปี 1950 รถจักรยานยนต์ญี่ปุ่น เริ่มจำหน่ายในอเมริกาเป็นครั้งแรก โดยรุ่นที่ได้รับความนิยมคือ Honda C100 Super Cub ปี 1959 ซึ่งมียอดจำหน่ายมากกว่า 50 ล้านคันทั่วโลก ในช่วงเวลาเดียวกับบริษัทผู้ผลิตใน ญี่ปุ่นได้ทำการพัฒนารถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการแข่งขัน ในปี 1961 Mike Hailwood ทำให้ ฮอนด้าชนะการแข่งขัน TT Race เป็นครั้งแรก และชนะการแข่งขัน World Championships ในรุ่น 125 cc. ทำให้ชื่อเสียงของฮอนด้าเป็นที่รู้จักในสนามแข่งรถทั่วโลก และบริษัทผลิต รถจักรยานยนต์ของญี่ปุ่นอื่นๆ ทั้ง คาวาซากิ ซูซูกิ และยามาฮ่า ก็ได้สร้างชื่อเสียงในการแข่งขันรถจักรยานยนต์ระดับโลกเช่นกัน และจากความสำเร็จในด้านความเร็วของรถจักรยานยนต์ญี่ปุ่น ทำให้รถญี่ปุ่นเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายมากขึ้น เกิดการเติบโตอย่างรวดเร็วของ รถจักรยานยนต์ญี่ปุ่นที่ใช้ในการขับขี่บนท้องถนน นวัตกรรมใหม่ๆ ในการผลิตรถจักรยานยนต์ของรถญี่ปุ่นเริ่มเกิดขึ้น โดยในปี 1968 ยามาฮ่า เป็บริษัทแรกที่ผลิตรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และรถวิบาก รถ DT-1 Enduro ได้รับความสนใจมากในอเมริกา ในขณะที่ฮอนด้า ผลิตรถ Gold Wing ซึ่งเป็นรถจักรยานยนต์คันแรกที่มีแอร์แบ็ค ในปี 2006
      ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ก้าวสู่ตลาดผลิตรถยนต์สู่ตลาดโลกในช่วงหลังของปี ค.ศ. 1950 ชื่อของรถจากประเทศญี่ปุ่น ก็เริ่มต้นดับรัศมีแนวความคิดเดิมๆ ของรถยุโรป ลงอย่างสิ้นเชิง และแน่นอนว่าชื่อของ Honda,Yamaha,Kawasaki และ Suzuki คือ 4 ในกระแสความนิยมสูงสุดที่ยังหลงเหลือผู้ผลิตรถจักรยานยนต์สู่ตลาดโลกอยู่เพียงไม่กี่แห่ง จากหลายร้อยยี่ห้อที่มีการผลิตรถในยุคก่อนสงครามโลกจะจบลง ปัจจุบัน ฮอนด้า คาวาซากิ ซูซูกิ และยามาฮ่า ได้ทำการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมียอดขายทั่วโลก และยังเป็นที่นิยมทั้งในยุโรปและเอเชีย และยังเป็นรถที่ได้รับการยอมรับในวงการแข่งขันรถจักรยานยนต์ในระดับโลก

ที่มาจาก : http://www.sia.co.th/

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

Europian Motorcycle

      ประเทศในทวีปยุโรปถือเป็นต้นกำเนิดของรถจักรยานยนต์ นับตั้งแต่การประดิษฐ์รถจักรยานยนต์คันแรกของ OTTO และการพัฒนาของทีมงาน Gottlieb Daimler และ Karl Benz ในเยอรมนี ซึ่งสามารถสร้างได้สำเร็จ แต่เสียดายที่รถต้นแบบถูกไฟไหม้ไปพร้อมๆ กับโรงงานในปี ค.ศ. 1903 และในช่วงปี ค.ศ. 1892 แฟลิกซ์ ธีโอดอร์ มิลเลอร์ นักค้นคว้าชาวอังกฤษ นำเอาเครื่องยนต์ แบบ 5 สูบ ส่งกำลังโดยตรงจากห้องข้อเหวี่ยงลง สู่ดุมของวงล้อโดยตรง โดยมิลเลอร์ตั้งชื่อรถของเค้าว่า Stellar ในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศอังกฤษยุคบุกเบิกในปลายศตวรรษที่ 18 Mr. John Boyd Dunlop ซึ่งเป็นลูกชายของบริษัทผู้ผลิตยางดันล๊อป ได้เข้ามา มีบทบาทเสริมในด้านการผลิตยานยนต์ ส่วนประเทศอิตาลี Mr. Enrico Bernardi ได้นำเอาเครื่องยนต์ตัดหญ้ามาเป็นตัวต้นกำลังขับ-ผลักดันให้รถจักรยานธรรมดากลายเป็นรถจักรยานยนต์ได้สำเร็จ เป็นคนแรกของประเทศ อิตาลีในช่วง ปีค.ศ.1893
      ค.ศ. 1895 มีการพัฒนาเครื่องยนต์ขนาดเล็ก เพื่อนำมาติดตั้งในพาหนะระดับย่อย ก็เริ่มได้จุดลงตัว โดย Mr. De Dion สามารถ นำเอาเครื่องยนต์แบบสูบเดี่ยว 4 จังหวะ ลงมาติดตั้งในรถ 3 ล้อ ขนาดเล็กได้สำเร็จ ส่วนผู้ที่สร้างระบบจุดระเบิดสำหรับใช้กระตุ้นจังหวะงานของหัวเทียนดำเนินงานโดย Mr. Robert Bosch ซึ่งต่อมาได้พัฒนาระบบไฟฟ้าทุกชนิดเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์จนกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ ของวงการรถยนต์ และพาหนะเกือบทุกชนิดไปในปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงยุคปัจจุบัน ส่วนทางด้านอังกฤษ มีผลงานเด่นของ Raleigh ที่เริ่มผลิตรถจักรยานขายเป็นอุตสาหกรรมมาก่อน แล้วจึงนำเครื่องยนต์มาติดตั้งเอาไว้ที่แผงคอหน้า รถจักรยานในปี ค.ศ. 1899 ด้วยรูปทรงที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ จากยุค 1900 มาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลากว่า 100 ปีเศษที่วงการอุตสาหกรรมยานยนต์ของยุโรปก้าวเดินต่อมาด้วยแนวความคิดอันหลากหลายของ วิศวกรหลายชาติ และหลากหลายประเทศในทวีปยุโรป จนได้ผลิตรถจักรยานที่มีชื่อเสียง เช่น BMW(เยอรมัน), Moto Guzzi,Ducati (อิตาลี) ,Triumph,BSA,Norton และ Ariel (อังกฤษ)
      BMW เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1916 เมื่อวิศวกรเครื่องกลชาวเยอรมันสองคน คือ Carl Rapp และ Max Friz ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท Bayerische Flugzkugwerkeag สร้างเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบินในเยอรมนีเพียงสองปีหลัง จากนั้น ในปี ค.ศ. 1918 บริษัทได้เปลี่ยนชื่อกิจการเป็น Bayerische Motoren Werkeag (BMW) กิจการ เจริญเติบโต และขยายตัวอย่างรวดเร็ว ปี ค.ศ. 1923 รถจักรยานยนต์คันแรกได้กำเนิดขึ้นหลังจากสงคราม สเปน-อเมริกัน คือ BMW R32 รถจักรยานยนต์ BMW ยังคงถูกผลิตออกมาโดยเริ่มจำหน่ายออกสู่ตลาดโลก และเป็นจุดเริ่มต้นของกิจการที่รู้จักกันดีทั่วโลกในช่วงหกทศวรรษต่อมา





ที่มาจากhttp://www.vrclassiccar.com/europebike.php
      

วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556


 ประวัติ ความเป็นมา จักรยานยนต์


    รถจักรยานยนต์คันแรกของโลกถือกำเนิดขึ้นมาในโลกแห่ง วิศวกรรม เกือบจะเป็นเวลาเดียวกับรถยนต์ที่ใช้พลังขับเคลื่อนแบบสันดาปภายในทั่วไป เพียงแต่ว่ารูปทรงในระยะแรกต้องอาศัยรถพ่วงเข้ามาเสริมบ้างอาศัยล้อที่ 3 เข้ามาช่วยบ้าง เพื่อการทรงตัวดีขึ้น โดยระยะแรกๆ นั้น เจมส์ วัตต์ ได้สร้างเครื่องจักรไอน้ำขึ้นมาเป็นตัวต้นกำลัง ซึ่งมีชิ้นส่วนขนาดค่อนข้างใหญ่ และมีน้ำหนักมาก ขีดจำกัดในการใช้งานของเครื่องยนต์ ชนิดนี้จึงถูกนำไปใช้ในยานพาหนะขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดการสมดุลในน้ำหนักที่ค่อนข้างมากของตัวต้นกำลัง เช่นรถจักรไอน้ำที่เราคุ้นตามาแต่ยุคบุกเบิก หรือเรือกลไฟที่เราเคยใช้งานเพื่อขนถ่ยสินค้าตามลำน้ำกันนั่นเอง
      ในช่วงปลายค.ศ 1884 นั้นน่าเป็นครั้งแรกที่มีการบันทึกถึงการเสนอผลงาน "พิมพ์เขียว" แสดงให้เห็นถึงการทำงานของเครื่องยนต์ สันดาปภายในขนาดเล็กที่จะมีการพัฒนาสำหรับการนำมาติดตั้งในรถจักรยานยนต์เป็นครั้งแรก โดยทุนสนับสนุนของมหาเศรษฐีชาวอังกฤษชื่อ Edward Butler ด้วยเครื่องยนต์ ที่ใช้คาบูเรเตอร์เป็นตัวผสมอากาศเป็นครั้งแรก โดยใช้คอยล์จุดระเบิดเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสันดาปภายใน ห้องเผาไหม้ในเวลาดังกล่าวนั้น เครื่องยนต์แบบ 4 จังหวะของ OTTO ก็กำลังอยู่ในขั้นวิจัยระยะสุดท้าย โดยทางประเทศเยอรมันนี ก็ตั้งความหวังในการสร้างรถจักรยานยนต์คันแรกด้วยทีมงานของ Gottlieb Daimler และ Karl Benz ซึ่งต่อมาทั้งคู่สามารถสร้างได้สำเร็จ แต่เสียดายที่รถต้นแบบถูกไฟไหม้ไปพร้อมๆ กับโรงงานในปี ค.ศ. 1903
      ในช่วงปีค.ศ. 1892 เฟลิกซ์ธีโอดอร์มิลเลอร์ นักค้นคว้าชาวอังกฤษ ได้นำเอาเครื่องยนต์แบบ 5สูบ (ในวงการวิศวกรรมยานยนต์เรียกกันว่าสูบดาว) ส่งกำลังโดยตรงจากห้องข้อเหวี่ยงลงสู่ดุมของวงล้อโดยตรง โดยมิลเลอร์ตั้งชื่อรถของเขาว่า Stellar ซึ่งมีความหมายว่าดวงดาว อย่างไร ก็ตามในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศอังกฤษยุคบุกเบิกในปลายศตวรรษที่ 18 Mr. John Boyd Dunlop ซึ่งเป็นลูกชายของบริษัทผู้ผลิตยาง ดันล็อปได้เข้ามามีบทบาทเสริมในด้านการผลิตยานยนต์ด้วย
      ขยับขึ้นมาอีก 2 ปี การพัฒนาเครื่องยนต์ขนาดเล็ก เพื่อนำมาติดตั้งในพาหนะระดับย่อย ก็เริ่มได้จุดลงตัว โดย Mr De Dion สามารถนำเอาเครื่องยนต์ แบบสูบเดี่ยว 4 จังหวะลงมาติดตั้งในรถ 3 ล้อขนาดเล็กได้สำเร็จโดยเครื่องยนต์ต้นแบบชุดนี้ ยังไม่มีคาบูเรเตอร์ แต่ใช้กรรมวิธีในการดึงเอาไอระเหยจากน้ำมันเบนซิน ป้อนเข้าไปในห้องเผาไหม้ในจังหวะดูด ส่วนผู้ที่สร้างระบบจุดระเบิดสำหรับใช้กระตุ้นจังหวะงานของหัวเทียน คือ Mr Robert Bosch ซึ่งต่อมาได้พัฒนาระบบไฟฟ้า ทุกชนิดเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์จนกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการรถ ยนต์และพาหนะเกือบทุกชนิดไปในปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงยุคปัจจุบัน ส่วนรถจักรยานยนต์ที่ใช้วงล้อเดี่ยวและสามารถผลิตลงสู่ตลาดโลกได้สำเร็จ เป็นผลงานคละเคล้าอยู่หลายประเทศ เช่น อังกฤษ เยอรมนี อิตาลี และฝรั่งเศษ ทางด้านประเทศเยอรมนี น่าจะเป็นผลงานของเดมเลอร์ และเบนซ์ ก่อนที่จะยุบตัวลงในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 เนื่องจากต้องปรับผังของโรงงาน ออกมาสร้างยุทธปัจจัยต่างๆ เพื่อสนับสนุนกองทัพ ส่วนทางด้านอังกฤษ มีผลงานเด่นของ "Raleigh" ที่เริ่มผลิตรถจักรยานขายเป็นอุตสาหกรรมมาก่อน แล้วจึงนำเครื่องยนต์มาติดตั้งเอาไว้ที่แผงคอหน้ารถจักรยานในปี ค.ศ. 1899 ด้วยรูปทรงที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบในที่สุด
      จากยุค 1900 มาจนถึง 2004 นับเป็นเวลากว่า 100 ปีเศษ ที่วงการอุตสาหกรรมยานยนต์ก้าวเดินต่อมาด้วยแนวความคิดอันหลากหลาย ของวิศวกรหลายชาติ และหลายประเทศ รวมมาถึงชนชาติญี่ปุ่นหนึ่งเดียวในเอเชียที่เริ่มก้าวเข้าสู่วงการผลิตรถลง สู่ตลาดโลกในช่วงหลังของปี ค.ศ. 1950 ชื่อของรถจากประเทศญี่ปุ่น ก็เริ่มดับรัศมี แนวความคิดเดิมๆ ของบริษัทยักษ์ใหญ่ของทวีปยุโรปลงอย่างสิ้นเชิงและแน่นอนว่าชื่อของ ฮอนด้า ยามาฮ่า ซูซูกิ และคาวาซากิ คือ 4 ในกระแสของความนิยมในระดับสูงสุดที่ยังเหลือผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ลงป้อนตลาด โลกอยู่เพียงไม่กี่แห่ง จากจำนวนเกือบ 100 ยี่ห้อที่มีการผลิตรถในยุคก่อน สงครามโลกครั้งที่สองจะสงบลง

ที่มาจาก : http://www.vrclassiccar.com